สัญญาณหนังโลกเริ่มกระเตื้อง หลังเทศกาลเวนิส โดย ก้อง ฤทธิ์ดี

เทศกาลเวนิส

หลังจากสะบักสะบอมกันถ้วนหน้า วงการภาพยนตร์โลกเริ่มมีสัญญาณบวกให้พอคนสร้างและคนดูเริ่มหายใจคล่องหลังเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ดำเนินไปอย่างราบรื่นและปิดงานลงเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมการแจกรางวัลสิงโตทองคำ หรือ Golden Lion หนึ่งในรางวัลสำคัญของวงการภาพยนตร์นานาชาติ

ภาพยนตร์ที่ชนะเลิศในปีนี้ เป็นหนังอเมริกันเรื่อง Nomadland โดยผู้กำกับอเมริกันเชื้อสายจีน โคลเอ จาว นำแสดงโดย ฟรานเซส แม็คดอร์มานด์ ในบทหญิงม่ายที่เดินทางข้ามประเทศอเมริกา ตอนนี้เล็งกันไปยาวๆ แล้วว่า แม็คดอร์มานด์ จะไปไกลถึงรางวัลออสการ์หรือเปล่า (เธอเคยได้รางวัลออสการ์ดารานำหญิงจาก Fargo ย้อนกลับไปเมื่อปี 1997 โน่นเลย)

ก่อนหน้านี้ทุกคนคงจำได้ว่า อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศที่โดนไวรัสโคโรนาเล่นงานจนอ่วมมากที่สุดเป็นประเทศแรกๆ ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงที่สุดในยุโรป หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม แทบไม่มีใครเชื่อว่างานเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ซึ่งมีตารางประจำตอนต้นเดือนกันยายน จะสามารถจัดได้ บ้างก็เชื่อว่าคงย้ายไปจัดออนไลน์ บ้างก็ว่าคงเลื่อน หรือไม่ก็ยกเลิกไปเลย

แต่ปรากฏว่าอิตาลีพลิกสถานการณ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อภาวะโรคระบาดคลี่คลายจนเหลือจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่หลักสิบ เทศกาลเวนิสตัดสินใจเดินหน้า และเปิดงานไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน ต่อเนื่องมาถึงงานแจกรางวัลในวันที่ 12 อย่างที่ได้กล่าวไป โดยเป็นเทศกาลจริงๆ มีดารานักแสดง ผู้กำกับ และสื่อมวลชน มาร่วมจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่งานออนไลน์ นับเป็นเทศกาลภาพยนตร์ระดับเมเจอร์งานแรกที่จัดได้หลังจากสถานการณ์โควิด-19 สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก และนับเป็นการสร้างความหวังครั้งสำคัญว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์จะกลับมาคึกคักได้อีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

เทศกาลเวนิส เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 77 ในปัจจุบันเวนิสเป็นหนึ่งในสามเทศกาลที่สำคัญที่สุดของยุโรป หรืออาจจะของโลกด้วยซ้ำ (อีกสองเทศกาลคือ คานส์และเบอร์ลิน)

ปีนี้เทศกาลเชิญ เคท บลันเชตต์ มาเป็นประธานกรรมการตัดสิน ซึ่งรางวัลใหญ่ก็ตกเป็นของ Nomadland อย่างที่ว่าไป ภาพรวมจากสื่อที่รายงาน เทศกาลถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร มีหนังใหม่ดีๆ ฉายเปิดตัวหลายเรื่อง (ถึงแม้จะยังไม่มีหนังฟอร์มใหญ่จากฮอลลีวูด ที่เครื่องยังช็อตอยู่) มีดารา ผู้สร้าง และสื่อมวลชนเข้าร่วมพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ได้คึกคักเหมือนปกติทุกปี ด้วยมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม และเพราะการเดินทางระหว่างประเทศยังติดขัด คนที่ไปร่วมงานเวนิสปีนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นคนในวงการจากฝั่งยุโรป สื่อมวลชน นักวิจารณ์ ก็เช่นกัน เป็นจากฝั่งยุโรปแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะคนจากฝั่งเอเชียหรืออเมริกายังไม่สามารถบินข้ามทวีปกันง่ายๆ หนึ่งในเสียงวิจารณ์ที่ออกมาคือ กรรมการตัดสินปีนี้ ทั้งในสายหลักสายรอง ล้วนมีความ “ขาว” มากๆ หมายถึงไม่มีคนเชื้อสายอื่นเลย ทั้งๆ ที่ในยุโรปเอง มีคนหลากหลายเชื้อชาติที่มีความสามารถมาร่วมเป็นกรรมการได้ อันนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่ในตอนนี้ เพราะเพียงแค่จัดงานได้ก็ทำเอาคนในวงการดีใจกันยกใหญ่แล้ว

ส่วนหนังเรื่องอื่นๆ ที่เปิดตัวที่เวนิส และเรียกเสียงฮือฮา มีเช่น Pieces of a Woman หนังดราม่าครอบครัวนำแสดงโดย วาเนสซา เคอร์บี้ (จาก The Crown และ Mission Impossible) ที่ทำให้เธอได้รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมของเวนิส และตอนนี้ส่งให้เธอเป็นตัวเก็งออสการ์สาขานำหญิงอีกคน (เรื่องนี้ Netflix ได้ลิขสิทธิ์แล้ว) เคอร์บี้ยังมีอีกบทเด่นจาก The World To Come ว่าด้วยความรักของสองสาวชาวไร่ในศตวรรษที่แล้ว นอกจากนี้ยังมี The Disciple หนังอินเดียของผู้กำกับ ชัยทันยะ ธัมเหน ว่าด้วยการต่อสู้ของนักดนตรีพื้นบ้านอินเดีย และหนังทริลเลอร์ The New Order จากเม็กซิโก ที่ส่งให้ผู้กำกับ มิเชล ฟรังโก ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม

ส่วนหนังสารดคีที่น่าจับตาหลังจากนี้ มีทั้ง Notturno ที่บันทึกภาพความขัดแย้งในหลายประเทศในตะวันออกกลาง I Am Greta หนังสารคดีชีวิต เกรตา ธุนแบร์ก และ City Hall โดยปรมาจารย์สารคดี เฟรเดริค ไวส์แมน ที่ตามติดถ่ายทำการทำงานของศาลากลางเมืองบอสตัน

สัญญาณบวกจากเวนิสเริ่มเด่นชัด และหวังว่าจากนี้ วงการภาพยนตร์โลกจะรวบรวมพลังเพื่อฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง